จาก idling stop สู่ micro hybrid car...เทคโนโลยีช่วยประหยัดที่ก้าวหน้ากว่าที่คิด
- โดย : Autodeft
- 8 ธ.ค. 57 00:00
- 9,981 อ่าน
มาพบความจริงของรถยนต์ที่เราคุ้นเคยยุคต่อไป เมื่อเหล่าผู้ผลิตหัวใสพัฒนารถยนต์ที่เรารู้จักให้มีสมรรถนะความประหยัดมากขึ้นในแนวคิด micro hybrid
เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง
ทุกวันนี้รถยนต์สมัยใหม่ นอกจากจะมาพร้อมสมรรนถะการขับขี่ที่มากขึ้นตัวรถที่มีความปลอดภัยมากขึ้น อีกสิ่งที่เราดูเหมือนจะไม่สามารถปฏิเสธได้เลยก็คงไม่พ้นประสิทธิภาพในการใช้น้ำมันที่ดีขึ้น แต่ละหยดของน้ำมันถูกวิศวกรทำให้มันพารถไปได้ไกลขึ้น ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆที่เข้ามาตอบโจทย์ในการขับขี่
หนึ่งในหลายๆเทคโนโลยีชั้นนำที่เข้ามามีบทบาทในการสร้างความประหยัดมากขึ้น ก็คือระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวอัตโนมัติ หรือบ้างจะเรียกทับศัพท์ว่า Start- Stop System แต่คนไทยอาจจะคุ้นหูมากขึ้นกับคำว่า idling stop ซึ่ง Nissan นำเทคโนโลยีนี้มาใช้แนะนำลงในอีโค่คาร์ Nissan Almera ของพวกเขาและเมื่อมันแนะนำกลับถูกกร่นว่าไม่เหมาะสมกับประเทศไทย ทั้งที่ความจริงแล้ว มันอาจจะมีความลงตัวมากกว่าที่คิดเสียอีก
การหยุดการทำงานของเครื่องยนต์โดยอัตโนมัตินี้ไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะ เหมือนที่เรารู้ดีอยู่แล้วเมื่อคุณไม่ใช้งานเครื่องยนต์ทางที่ดีสุดคือดับมันเสีย คล้ายกับปิดไฟเมื่อไม่ใช่ซึ่งทำให้มันมีความประหยัด
เราหลายคนอาจจะคุ้นมันจาก Nissan แต่ความจริงการวิศวกรรมระบบนี้เริ่มขึ้นเมื่อกลางปี 1970 โดย Toyota แนะนำระบบลักษณะเดียวกันในรถยนต์ Toyota Crown ของ พวกเขา ซึ่งจะหยุดการทำงานเครื่องยนต์ เมื่อมันจอดแช่เป็นเวลานานกว่า 1.5 วินาที และจากการทดสอบของ Toyota ในยุคนั้นกับการจราจรในเมืองโตเกียวมันสร้างความประหยัดกว่าถึง 10% เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ไม่ดับเครื่องยนต์เลยในระหว่างที่มีการจราจรติดขัด
ในยุคก่อนหน้านี้ระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ชั่วคราวนี้อาจจะไม่ฮิตมากนักเนื่องจากราคาค่าตัวในการใส่ระบบนี้เข้ามาทำให้รถมีราคาค่าตัวที่แพงสูงขึ้นจนไม่ถูกใจลูกค้า แต่ในยุคนี้หลายสิ่งเปลี่ยนไป และนั่นทำให้ลูกค้าหลายคนมองหาการเปลี่ยนแปลง
ระบบหยุดการทำงานชั่วคราวของเครื่องยนต์ยุคใหม่ตอบโจทย์ ด้วยการทำงานที่สอดคล้องกับความประหยัดมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งที่ระบบกลับมาได้รับความนิยมในตลาดทั่วโลก เนื่องจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ประกอบกับระบบเดียวกันนี้ส่วนใหญ่จะถูกติดตั้งในรถยนต์ไฮบริด ซึ่งสร้างความประหยัดได้มากขึ้น
ยุคใหม่กำลังมาและมันอาจจะเป็นยุคทองของระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์อัตโนมัติ เมื่อมันอาจจะถูกติดตั้งเข้ามาในรถยนต์ที่ไม่ใช่รถยนต์ไฮบริด ซึ่งในต่างประเทศเรียกมันว่า Micro Hybrid โดยตัวรถไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยชุดมอเตอร์ไฟฟ้าเหมือนรถไฮบริด แต่จะมีการพัฒนาการเก็บพลังงานเพื่อใช้กับระบบยังชีพภายในห้องโดยสาร อาทิ ระบบความบันเทิงหรือระบบปรับอากาศภายในรถ ทำให้ในขณะเครื่องยนต์ไม่ทำงานคุณก็ยังใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกในรถยนต์ของตัวเอง
ระบบแบบนี้ความจริงไม่น่าเรียกไฮบริดด้วยซ้ำเพราะไม่ได้ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการเข้าช่วยในการขับเคลื่อนรถ แต่การวิศวกรรมสมัยใหม่ทำให้รถอย่าง micro hybrid เกิดขึ้น ด้วยการอาศัยเทคโนโลยีแบตเตอร์รี่ขั้นสูงเข้ามาช่วยในการทำให้เครื่องยนต์ธรรมดา ๆ ด้วยการปรับเปลี่ยนบางระบบที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะตัวไดชาร์จที่มีความสามารถมากขึ้น และติดตั้งบางระบบเข้ามาเพิ่มประหยัดน้ำมันมากขึ้น เช่นระบบหยุดการทำงานเครื่องยนต์ชั่วคราว แต่ทำให้มีความสามารถมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยแบตเตอร์รี่ที่มีประสิทธิภาพสูงจากปฏิกิริยาธาตุคาร์บอน ซึ่งเรียกว่า Capacitor และด้วยการทำให้ระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวกินระยะเวลานานขึ้น
จากข้อมูลในต่างประเทศ โดยเว็บไซต์ Green car report เปิดเผยว่า ระบบที่ทำงานในลักษณะ micro Hybrid นี้เริ่มมีมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คิด มันมีความสามารถในการสร้างความประหยัดทันที 3 % และ สามารถทำได้สูงสุดถึง 10 %
ซึ่งในประเทศอเมริกาเองมีรายงานว่า รถยนต์ที่ใช้ระบบไมโครไฮบริด ในปัจจุบัน มีอยู่ราวๆ 3 แสนคันในปัจจุบัน แต่มีการคาดการณฺว่าน่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 5 ล้าน คันในอีก 4 ปี ข้างหน้า
ในขณะที่ Forbe online เปิดเผย โดยอ้างอิงความคิดเห็นของ นาย เควิน ซี จาก Lux Research ในบทความ Meet The Microhybrid: A New Class Of Green Cars ว่า เมื่อสิ้นปี 2011 มีรถยนต์ Micro hybrid car ว่า 5 ล้านคันทั่วโลก และส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป แต่ในปี 2017 น่าจะมีรถยนต์ Micro hybrid นี้กว่า 39 ล้านคันทั่วโลก
“รถแบบ Micro Hybrid นั้น เป็นวีถีทางใหม่ในการลดค่ามลภาวะไอเสีย มันไม่ต้องการระบบเครื่องยนต์ใหม่ แต่ต้องการระบบแบตเตอร์รี่ใหม่ที่ดีขึ้นกว่าเดิม ในขณะที่ระบบไฮบริดอาจจะต้องมานั่งเรียนรู้ใหม่ แต่รถยนต์ Micro Hybrid ทำในสิ่งที่คนทั่วไปรู้จักดีอยู่แล้ว”
แม้ตัวเลขประหยัดของอัตราค่าเชื้อเพลิงน้ำมันจะน้อยกว่ารถไฮบริดตัวจริง แต่จำนวนที่มากของมัน ราคาที่เอื้อมถึงง่ายกว่า ทำให้ในอนาคตภาพรวมของการประหยัดน้ำมันก็จะดีขึ้นมากกว่าที่เราหลายคนคิดด้วยซ้ำไป โดยปัจจุบันมีรถยนต์ Micro Hybrid มากมายกว่าที่คิด แต่เราอาจจะไม่เคยตระหนักมาก่อน เช่น Volkswagen Passat Blue motion , หรือจะ BMW 320 d เป็นต้น
หนึ่งในหลายระบบ micro hybrid ที่กำลังจะมาถึงในไทย และเราคงไม่กล่าวถึงมันไม่ได้ ก็คงจะหนีไม่พ้นการแนะนำระบบ i-E loop ในรถยนต์ Mazda 2 ใหม่ที่หลายคนกำลังเฝ้ารอกัน โดย Mazda ได้นำ ระบบ I Eloop นี้ ทำงานร่วมกับระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวที่เรียกว่า I stop ซึ่งมาสด้าเผยว่า ด้วยแนวคิดง่ายๆนี้ทำให้รถประหยัดมากถึงร้อยละ 5 เลยทีเดียว
แนวคิดของระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราวถูกผสานการทำงานด้วย การใช้พลังงานจลหรือแรงที่รถกระทำในช่วงเวลาต่าง เช่นการลดความเร็วของล้อรถ ถูกแปรเปลี่ยนเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าไปเก็บไว้ในชุด Capacitor ซึ่งเหมือนแบตเตอร์รี่ขนาดใหญ่ แต่มันมีความเสถียรกว่าด้วยการใช้ธาตุคาร์บอนเป็นตัวนำประจำแทนการใช้ปฏิกิริยาทางเคมี เหมือนที่เราคุ้นเคยในแบตเตอร์รี่ทั่วไป
ทำให้การเก็บประจุไฟฟ้าดีกว่า นานกว่า และไฟไม่หมดเร็ว รวมถึงราคาค่างวดตัวแบตเตอร์รี่ก็ถูกกว่าแบตเตอร์รี่ไฮบริด ที่ต้องใช้แบตเตอร์รี่ลิเธียมไอออน หรือขั้นต่ำก็นิคเคิลแคดเมี่ยม ยิ่งกว่านั้น แบตเตอร์รี่บนพื้นฐานคาร์บอนนี้สามารถนำมารีไซเคิลได้ 100% อีกด้วย
บางครั้งเทคโนโลยีบางอย่างก็เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดบางอย่าง ซึ่งใครจะคิดว่า แนวคิดง่ายๆอย่างระบบหยุดการทำงานของเครื่องยนต์ชั่วคราว idling stop จะทำให้ วิศวกรมีไอเดียเด็ดในการทำให้รถยนต์มีความสามารถมากขึ้นจนกลายเป็นรถที่มีเทคโนโลยีเดิมๆ แต่มีความสามารถในการประหยัดมากขึ้น แค่เพียงต่อยอดเทคโนโลยีที่รู้จักกันดี และในปีหน้าเราจะได้พบกับครั้งแรกของ Micro Hybrid ที่จะออกมาเปิดตัวในคราบ Mazda 2 เพียงแต่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันเรียกว่า รถ Micro hybrid
เรื่องโดย ณัฐยศ ชูบรรจง
ข้อมูลอ้างอิง
Green car Report - Micro-Hybrids To Grow Fast: More Than Start-Stop, Less Than Mild Hybrid
Forbes -Meet The Microhybrid: A New Class Of Green Cars
ติดตามข่าวสารยานยนต์ รวดเร็วก่อนใคร ได้ที่ Autodeft.com